1. เตรียมตัวอย่างไรก่อนเริ่มสร้างอาคารพาณิชย์
การตรวจแบบและวางแผนก่อนเริ่มงานช่วยลดการแก้ไขภายหลัง
ก่อนเริ่มก่อสร้าง สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือการตรวจสอบข้อกำหนดของที่ดิน ได้แก่ ผังเมืองรวม ระยะร่นจากแนวถนนและแนวเขตที่ดิน อัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน และข้อบัญญัติท้องถิ่น เพราะข้อกำหนดเหล่านี้กำหนดว่าอาคารจะสร้างได้กี่ชั้น กว้างยาวเท่าใด และต้องเว้นที่ว่างเท่าไร หากข้ามขั้นตอนนี้ไป แบบที่ออกไว้อาจต้องรื้อทำใหม่ทั้งหมด
ขั้นถัดมาคือการเจาะสำรวจดิน โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี ซึ่งมีชั้นดินเหนียวอ่อนหนา การทราบข้อมูลชั้นดินทำให้วิศวกรเลือกชนิดและความยาวเสาเข็มได้เหมาะสม ไม่เผื่อมากเกินจนเปลืองงบ และไม่น้อยเกินจนอาคารทรุด
สุดท้ายคือการเตรียมงบประมาณให้ครบ ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าออกแบบ ค่าขออนุญาต ค่ามิเตอร์ไฟฟ้าและประปา ค่าตกแต่ง และงบสำรองอีกประมาณ 10% สำหรับงานที่คาดไม่ถึง เช่น การพบสิ่งกีดขวางใต้ดินหรือการปรับแบบระหว่างก่อสร้าง
2. อ่านใบเสนอราคาผู้รับเหมาอย่างไรไม่ให้พลาด
ใบเสนอราคาที่ดีต้องแยกหมวดงานชัดเจน ไม่ใช่ตัวเลขก้อนเดียว ควรระบุปริมาณงาน หน่วย ราคาต่อหน่วย และยี่ห้อหรือชั้นคุณภาพของวัสดุหลัก เช่น กำลังอัดคอนกรีต ชั้นคุณภาพเหล็กเสริม ความหนากระเบื้อง และรุ่นสุขภัณฑ์ เพื่อให้เปรียบเทียบระหว่างผู้รับเหมาแต่ละรายได้อย่างเป็นธรรม
สิ่งที่มักถูกลืมคือ งานที่ไม่รวมในราคา เช่น ค่าไฟฟ้าและน้ำระหว่างก่อสร้าง ค่าขนย้ายดินออกนอกพื้นที่ ค่าเสาเข็มเพิ่มเติมกรณีดินไม่เป็นไปตามผลเจาะสำรวจ และค่าดำเนินการขออนุญาต ควรถามให้ชัดตั้งแต่ต้น เพราะรายการเหล่านี้คือที่มาของงานเพิ่มระหว่างทาง
อีกจุดสำคัญคืองวดงานและงวดเงิน งวดงานที่ดีควรผูกกับผลงานที่ตรวจวัดได้จริง เช่น เทคานคอดินแล้วเสร็จ หรือมุงหลังคาแล้วเสร็จ ไม่ควรผูกกับเวลาเพียงอย่างเดียว และควรมีเงินประกันผลงานกันไว้ประมาณ 5% เพื่อใช้ในช่วงรับประกัน
3. เสาเข็มตอก เสาเข็มเจาะ และไมโครไพล์ ต่างกันอย่างไร
การเลือกชนิดเสาเข็มขึ้นอยู่กับน้ำหนักอาคาร ชั้นดิน และสภาพพื้นที่
เสาเข็มตอกเหมาะกับพื้นที่โล่งที่ไม่มีอาคารข้างเคียงใกล้ชิด เพราะราคาต่อหน่วยประหยัดและทำงานได้เร็ว แต่มีแรงสั่นสะเทือนและเสียงดัง เสาเข็มเจาะเหมาะกับพื้นที่ในเมืองที่มีอาคารติดกัน ลดการสั่นสะเทือนได้มาก และสามารถทำเสาเข็มขนาดใหญ่รับน้ำหนักสูงได้ ส่วนไมโครไพล์เหมาะกับงานต่อเติมและพื้นที่แคบมาก เพราะใช้เครื่องจักรขนาดเล็กเข้าทำงานในอาคารเดิมได้
ข้อควรระวังของงานต่อเติมคือ ห้ามวางโครงสร้างส่วนต่อเติมทับบนฐานรากเดิมโดยไม่ได้คำนวณ เพราะอาคารเดิมกับส่วนต่อเติมจะทรุดตัวไม่เท่ากัน ทำให้เกิดรอยร้าวตามแนวรอยต่อ วิธีที่ถูกต้องคือทำฐานรากแยกและออกแบบรอยต่อให้ขยับได้
4. ทำไมงานกันซึมจึงสำคัญกว่าที่คิด
ปัญหาที่เจ้าของอาคารร้องเรียนมากที่สุดหลังเข้าใช้งานคือการรั่วซึม จุดเสี่ยงหลักได้แก่ ดาดฟ้า ห้องน้ำ ระเบียง รอยต่อผนังกับวงกบ และจุดที่ท่อทะลุผ่านพื้น การป้องกันที่ได้ผลต้องเริ่มจากการออกแบบความลาดเอียงระบายน้ำให้ถูกต้อง ทำบ่อพักและช่องระบายน้ำให้เพียงพอ แล้วจึงเสริมด้วยวัสดุกันซึม
ก่อนปูกระเบื้องห้องน้ำหรือดาดฟ้า ควรทดสอบการขังน้ำอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงเพื่อหารอยรั่วก่อนปิดผิว เพราะหากตรวจพบหลังปูกระเบื้องแล้ว ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขจะสูงกว่าหลายเท่า
5. ตรวจรับงานก่อสร้างอย่างเป็นระบบ
การตรวจงานควรทำเป็นรายหมวดพร้อมบันทึกภาพ
การตรวจรับงานไม่ควรทำครั้งเดียวตอนจบโครงการ แต่ควรตรวจเป็นระยะตามงวดงาน โดยเฉพาะงานที่จะถูกปิดทับ เช่น เหล็กเสริมก่อนเทคอนกรีต และงานท่อก่อนฉาบผนัง ควรถ่ายภาพเก็บไว้ทุกครั้งเพื่อใช้อ้างอิงเมื่อต้องซ่อมบำรุงในอนาคต
ในการตรวจงานขั้นสุดท้าย ให้จัดทำรายการข้อบกพร่อง พร้อมกำหนดวันแก้ไขให้ชัดเจน ตรวจการทำงานของระบบไฟฟ้าและสุขาภิบาลจริงทุกจุด เปิดน้ำ ทดสอบไฟ ทดสอบการระบายน้ำ และขอเอกสารส่งมอบ เช่น แบบก่อสร้างจริง คู่มืออุปกรณ์ และใบรับประกันวัสดุ
6. ควบคุมงบประมาณก่อสร้างไม่ให้บานปลาย
งบบานปลายมักเกิดจากสามสาเหตุ คือ แบบไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น การเปลี่ยนใจระหว่างก่อสร้าง และการเลือกวัสดุที่ยังไม่ตัดสินใจในวันเซ็นสัญญา ทางแก้ที่ได้ผลที่สุดคือทำแบบและรายการวัสดุให้จบก่อนเริ่มงาน แล้วล็อกสเปกไว้ในสัญญา
หากจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระหว่างทาง ควรใช้ระบบใบสั่งงานเพิ่ม–ลด เป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง ระบุราคาและผลกระทบต่อระยะเวลาก่อนเริ่มทำ วิธีนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายเห็นตัวเลขตรงกันตลอดโครงการ และไม่เกิดข้อโต้แย้งตอนปิดงาน